พิกัดเพชรบูรณ์ระอุ! ปศุสัตว์ลุยตรวจฟาร์ม "ลุงโทนี่" ปมควายเผือกกินกะหล่ำปลีดับปริศนา วงในแฉผู้ใหญ่สั่ง "อย่าให้ราคา" สื่ออึ้งไร้วุฒิภาวะ-เน้นถ่ายรูปแอ็กชั่นไปวันๆ
พิกัดเพชรบูรณ์ระอุ! ปศุสัตว์ลุยตรวจฟาร์ม "ลุงโทนี่" ปมควายเผือกกินกะหล่ำปลีดับปริศนา วงในแฉผู้ใหญ่สั่ง "อย่าให้ราคา" สื่ออึ้งไร้วุฒิภาวะ-เน้นถ่ายรูปแอ็กชั่นไปวันๆ
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับดราม่า "อินฟูลเอนเซอร์ชื่อดัง" นำเศษกะหล่ำปลีมาเลี้ยงควายเผือกจนเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ด่านกักกันสัตว์ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.ท่าพล ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ "ฟาร์มลุงโทนี่" ต.ท่าพล อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ทว่าหลังจากตรวจเสร็จ กลับมีภาพเจ้าหน้าที่ยืนเรียงแถวชูนิ้วโป้งถ่ายรูปกันอย่างชื่นมื่น ประชาชนเห็นแล้วรู้สึกสมเพช หดหู่ใจเป็นอย่างมาก
จากการสอบสวน เจ้าของฟาร์มเปิดเผยว่า ตนได้รับซื้อใบด้านนอกของกะหล่ำปลีจากไร่ใน อ.หล่มสัก (ไม่ขอระบุชื่อ) ที่นำมาส่งให้ถึงหน้าฟาร์มครั้งละ 1-2 ตัน หวังช่วยอุดหนุนเกษตรกรและลดต้นทุน โดยทำการล้างน้ำเปล่า 2 ครั้งก่อนให้กินเต็มราง สลับกับข้าวโพดและหญ้า ทำเช่นนี้ต่อเนื่องมานาน 3-4 เดือน
กระทั่งเกิดเหตุสลด กระบือทยอยตายสะสมถึง 7 ตัว และรอดชีวิต 3 ตัว ทุกตัวที่ตายมีอาการท้องป่องอย่างมาก และนอนหงายท้องตายในตอนเช้า ไม่มีอาการน้ำลายไหล ซีด หรือแสดงอาการทางระบบประสาท จึงคาดว่าเป็นอาการ "ท้องอึดเฉียบพลัน (Bloat)" ทั้งนี้ เจ้าของฟาร์มยอมรับว่าได้ใช้รถเครนมายกซากชำแหละขายให้เขียงเนื้อไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ ส่วนตัวที่เหลือได้ขายต่อไปยังพื้นที่อื่น ปัจจุบันจึงไม่เหลือกระบือในฟาร์มและได้รื้อถอนคอกไปแล้วนอกจากนี้ ยังพบว่าลูกนกกระจอกเทศในฟาร์มที่เลี้ยงด้วยกะหล่ำปลีจากตลาดติดต่อกัน 1 เดือน ก็ทยอยตายไปแล้ว 5 ตัว จากทั้งหมด 16 ตัว ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากกะหล่ำปลีเช่นเดียวกัน โดยทางฟาร์มได้รับผักล๊อตสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
จากการสอบสวน เจ้าของฟาร์มเปิดเผยว่า ตนได้รับซื้อใบด้านนอกของกะหล่ำปลีจากไร่ใน อ.หล่มสัก (ไม่ขอระบุชื่อ) ที่นำมาส่งให้ถึงหน้าฟาร์มครั้งละ 1-2 ตัน หวังช่วยอุดหนุนเกษตรกรและลดต้นทุน โดยทำการล้างน้ำเปล่า 2 ครั้งก่อนให้กินเต็มราง สลับกับข้าวโพดและหญ้า ทำเช่นนี้ต่อเนื่องมานาน 3-4 เดือน
กระทั่งเกิดเหตุสลด กระบือทยอยตายสะสมถึง 7 ตัว และรอดชีวิต 3 ตัว ทุกตัวที่ตายมีอาการท้องป่องอย่างมาก และนอนหงายท้องตายในตอนเช้า ไม่มีอาการน้ำลายไหล ซีด หรือแสดงอาการทางระบบประสาท จึงคาดว่าเป็นอาการ "ท้องอึดเฉียบพลัน (Bloat)" ทั้งนี้ เจ้าของฟาร์มยอมรับว่าได้ใช้รถเครนมายกซากชำแหละขายให้เขียงเนื้อไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ ส่วนตัวที่เหลือได้ขายต่อไปยังพื้นที่อื่น ปัจจุบันจึงไม่เหลือกระบือในฟาร์มและได้รื้อถอนคอกไปแล้วนอกจากนี้ ยังพบว่าลูกนกกระจอกเทศในฟาร์มที่เลี้ยงด้วยกะหล่ำปลีจากตลาดติดต่อกัน 1 เดือน ก็ทยอยตายไปแล้ว 5 ตัว จากทั้งหมด 16 ตัว ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากกะหล่ำปลีเช่นเดียวกัน โดยทางฟาร์มได้รับผักล๊อตสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ด้านเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ระบุว่า น่าเสียดายที่ไม่พบซากกระบือให้ผ่าชันสูตรเนื่องจากถูกขายส่งเขียงไปหมดแล้ว ทำได้เพียงเก็บตัวอย่างกะหล่ำปลีที่เหลือและซากลูกนกกระจอกเทศ ส่งตรวจห้องปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางวิทยาศาสตร์ว่ามีสารเคมีตกค้างหรือสารพิษปนเปื้อนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าของฟาร์มยังคงให้ข้อมูลคลุมเครือในหลายประเด็น
จำนวนสัตว์ที่ไม่ชัดเจน อ้างเพียงว่าเคยเลี้ยงราวนับ 60-70 ตัว แต่ต้องขายออกเพราะเริ่มเป็นภาระ โดยไม่ได้ระบุวันเวลาที่กระบือทยอยตายอย่างชัดเจน
การรักษาไร้ที่มา อ้างว่าฉีดยาจนรอดมาได้ 3 ตัว แต่ระบุชนิดและปริมาณยาไม่ได้ อ้างเพียงปรึกษาสัตวแพทย์จาก จ.ราชบุรี พร้อมตัดพ้อว่าเคยติดต่อไปยังปศุสัตว์ในพื้นที่แล้วแต่ไม่ได้รับการดูแล จึงไม่อยากติดต่ออีก
ขณะที่ภาพเบื้องหน้า เจ้าหน้าที่พยายามขับเคลื่อนงานภายใต้สโลแกน "ทำด้วยใจ ทำให้ไว ทำได้จริง" แต่เบื้องหลังกลับมีแรงกระเพื่อมใต้น้ำที่ทำให้อึ้งกันทั้งบาง เมื่อได้มีข่าวหลุดลอดมาจากวงใน จากส่วนราชการระดับจังหวัด เผยพฤติกรรมของผู้ใหญ่บางท่านที่ไม่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนและความตื่นตระหนกของประชาชน โดยมีการเอ่ยว่า "อย่าไปให้ความสำคัญมันมาก มีหน้าที่ก็ตอบไป..."
คำพูดสะท้อนวุฒิภาวะดังกล่าว สร้างความผิดหวังให้กับสื่อมวลชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเด็นดราม่าที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์อย่างกว้างขวาง แต่เมื่อสื่อมวลชนพยายามขอเข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ขอความชัดเจน กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
พฤติกรรมของผู้ใหญ่ในระดับจังหวัดกระทำเช่นนี้ กำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักถึง "จิตสำนึก" และ "วุฒิภาวะ" ว่าเหตุใดจึงมองปัญหาของชาวบ้านและสวัสดิภาพทั้งคนและสัตว์เป็นเรื่องไร้สาระกระนั้นหรือ ส่วนหน้าที่ความรับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเท่าเทียมกลับถูกละเลย เพิกเฉย และทำอะไรไม่ได้
สิ่งที่ประชาชนเห็นจึงมีเพียงภาพลักษณ์การทำงานแบบ "ผักชีโรยหน้า" รวมกลุ่มถ่ายรูปแอ็กชั่นชูนิ้วโป้งกันอย่างชื่นมื่น สร้างโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของรัฐไปวันๆ โดยไม่ได้ใส่ใจถึงระบบความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัยของประชาชนอย่างแท้จริง
หลังจากนี้ คงต้องจับตาผลแล็บกะหล่ำปลีจากกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด ว่าแท้จริงแล้ว "สารเคมีตกค้าง" หรือ "ความประมาทเลินเล่อ" กันแน่ที่เป็นเพชฌฆาตเงียบในครั้งนี้ และหน่วยงานรัฐจะกล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หรือจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปตามระเบียบโฆษณาชวนเชื่อวันต่อวัน
ขณะที่เรื่องนี้ ประชาชนก็ต้องขอชื่นชม นายยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จังหวัดเพชรบูรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ไม่ปล่อยผ่าน ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด ก็ได้นำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา เพื่อตอกย้ำ สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ ที่ดีแก่ประชาชนผู้บริโภค ได้เกิดความมั่นใจ สยบข่าวดราม่าที่ไม่สร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าของฟาร์มยังคงให้ข้อมูลคลุมเครือในหลายประเด็น
จำนวนสัตว์ที่ไม่ชัดเจน อ้างเพียงว่าเคยเลี้ยงราวนับ 60-70 ตัว แต่ต้องขายออกเพราะเริ่มเป็นภาระ โดยไม่ได้ระบุวันเวลาที่กระบือทยอยตายอย่างชัดเจน
การรักษาไร้ที่มา อ้างว่าฉีดยาจนรอดมาได้ 3 ตัว แต่ระบุชนิดและปริมาณยาไม่ได้ อ้างเพียงปรึกษาสัตวแพทย์จาก จ.ราชบุรี พร้อมตัดพ้อว่าเคยติดต่อไปยังปศุสัตว์ในพื้นที่แล้วแต่ไม่ได้รับการดูแล จึงไม่อยากติดต่ออีก
ขณะที่ภาพเบื้องหน้า เจ้าหน้าที่พยายามขับเคลื่อนงานภายใต้สโลแกน "ทำด้วยใจ ทำให้ไว ทำได้จริง" แต่เบื้องหลังกลับมีแรงกระเพื่อมใต้น้ำที่ทำให้อึ้งกันทั้งบาง เมื่อได้มีข่าวหลุดลอดมาจากวงใน จากส่วนราชการระดับจังหวัด เผยพฤติกรรมของผู้ใหญ่บางท่านที่ไม่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนและความตื่นตระหนกของประชาชน โดยมีการเอ่ยว่า "อย่าไปให้ความสำคัญมันมาก มีหน้าที่ก็ตอบไป..."
คำพูดสะท้อนวุฒิภาวะดังกล่าว สร้างความผิดหวังให้กับสื่อมวลชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเด็นดราม่าที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์อย่างกว้างขวาง แต่เมื่อสื่อมวลชนพยายามขอเข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ขอความชัดเจน กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
พฤติกรรมของผู้ใหญ่ในระดับจังหวัดกระทำเช่นนี้ กำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักถึง "จิตสำนึก" และ "วุฒิภาวะ" ว่าเหตุใดจึงมองปัญหาของชาวบ้านและสวัสดิภาพทั้งคนและสัตว์เป็นเรื่องไร้สาระกระนั้นหรือ ส่วนหน้าที่ความรับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเท่าเทียมกลับถูกละเลย เพิกเฉย และทำอะไรไม่ได้
สิ่งที่ประชาชนเห็นจึงมีเพียงภาพลักษณ์การทำงานแบบ "ผักชีโรยหน้า" รวมกลุ่มถ่ายรูปแอ็กชั่นชูนิ้วโป้งกันอย่างชื่นมื่น สร้างโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของรัฐไปวันๆ โดยไม่ได้ใส่ใจถึงระบบความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัยของประชาชนอย่างแท้จริง
หลังจากนี้ คงต้องจับตาผลแล็บกะหล่ำปลีจากกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด ว่าแท้จริงแล้ว "สารเคมีตกค้าง" หรือ "ความประมาทเลินเล่อ" กันแน่ที่เป็นเพชฌฆาตเงียบในครั้งนี้ และหน่วยงานรัฐจะกล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หรือจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปตามระเบียบโฆษณาชวนเชื่อวันต่อวัน
ขณะที่เรื่องนี้ ประชาชนก็ต้องขอชื่นชม นายยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จังหวัดเพชรบูรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ไม่ปล่อยผ่าน ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด ก็ได้นำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา เพื่อตอกย้ำ สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ ที่ดีแก่ประชาชนผู้บริโภค ได้เกิดความมั่นใจ สยบข่าวดราม่าที่ไม่สร้างสรรค์








